ข้อมูลท่องเที่ยวเนปาล

ประเทศเนปาล (เนปาล: नेपाल) หรือชื่อทางการว่า สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย เนปาล (อังกฤษ:Federal Democratic Republic of Nepal; เนปาล: सङ्घीय लोकतान्त्रिक गणतन्त्र नेपाल)เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในเอเชียใต้ บริเวณเทือกเขาหิมาลัย มีพรมแดนติดกับทิเบตของจีน และประเทศอินเดีย

เนปาลเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2550 โดยก่อนปีพ.ศ. 2549 เนปาลเคยเป็นรัฐเดียวในโลกที่มีศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเนปาลระบุให้ประเทศเป็นสาธารณรัฐโลกวิสัย นอกจากศาสนาฮินดูที่คนเนปาลส่วนใหญ่นับถือแล้ว เนปาลยังเป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญของพุทธศาสนา คือลุมพินีวัน ที่ประสูติของพระโคตมพุทธเจ้า


สถานที่ท่องเที่ยว
หุบเขากาฐมาณฑุ ตั้ง อยู่ที่ความสูง 1,336 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และมีพื้นที่ 218 ตารางไมล์ หุบเขา กาฐมาณฑุนั้นเป็นที่รวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมของเนปาลเอาไว้ เนื่องจากหุบเขาแห่งนี้เป็นแหล่งวัฒนธรรมเนวารีโบราณ ชนเผ่าเนวาร์อาศัยอยู่ที่หุบเขาแห่งนี้ได้สร้างอารยธรรมที่สำคัญขึ้นบน 3 เมือง ซึ่งได้แก่ กรุงกาฐมาณฑุ ปะฏัน และภักตะปุร์ ความสำเร็จทางด้านศิลปะของชาวเนวาร์ ได้แก่ วัดและปราสาทที่สร้างขึ้นด้วยฝีมืออันประณีต ฝีมือแกะรูปสลักหินและโลหะที่ละเอียดอ่อน เสาไม้แกะสลัก และโบสถ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์


กรุงกาฐมาณฑุ
ธาเมล (Thamell) เป็น ศูนย์กลางความเจริญของกรุงกาฐมาณฑุ สองข้างทางเต็มไปด้วยบริษัททัวร์ต่างๆ โรงแรมที่พักราคาถูก ร้านอาหารนานาชาติ ร้านขายของ ร้านอิเตอร์เน็ต ฯลฯ จึงเป็นจุดพักของนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาถึงเนปาลเพื่อการวางแผนท่อง เที่ยวในที่ต่างๆ นอกจากนี้ย่านธาเมลยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะสินค้าจำพวกหัตถกรรมพื้นเมือง เครื่องประดับที่ทำจากหินต่างๆ และอุกรณ์สำหรับการเดินป่า ลักษณะคล้ายกับถนนข้าวสารของเมืองไทย

วัดมัจเฉนทรนาถ (Machchhendranath Temple) วัดสเวตามัจเฉนทรนาถ (Sweta Machchhendranath) อยู่ที่มัจเฉนทระ พาฮาล (Machchhendranath Bahal) วัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องเจดีย์ที่มีความงดงามทางศิลปะโดยมีเทพผู้ปกปักรักษาวัดนี้ชื่อว่า ชันมัทโย (Janmadyo) หรือมัจเฉนทระ (Machchhendra)

พระราชวังหนุมานโธกา (Hanuman Dhoka Palace or Royal Placae) เป็นอาคารแบบยุโรปสีขาว มีหอสูง 9 ชั้นที่เรียกว่า หอพะสันตะปุร์ (Basantapur Tower) พระราชวังนี้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอันสำคัญในราชวงศ์

จัตุรัสกาฐมาณฑุ ดูร์บาร์ (Kathmandu Durbar Squrare) จัตุรัสกาฐมาณฑุ ดูร์บาร์ แห่งนี้ประกอบไปด้วยวัดและปราสาทที่เก่าแก่ ซึ่งแสดงภาพความ เจริญรุ่งเรืองทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมของชาวเนปาล เนื่องจากเป็นสถานที่ราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ สถานที่น่าสนใจที่ควรไปชม ได้แก่ วัดตะเลชุ สร้าง โดยกษัตริย์มเหนทรา มัลละ (King Mahendra Malla) ในปี พ.ศ. 2092 และจัตุรัสแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนส โกในปีพ.ศ. 2522


หนุมานโธกา (Hanuman Dhoka) รูปปั้นหนุมานตั้งบนแท่นสูงตรงประตูพระราชวัง มีประชาชนมาสักการะอยู่เสมอเสมือนเทพองค์หนึ่ง

วัดกุมารี หรือกุมารี ฆระ (Temple of Kumari or Kumari Ghar) ที่พำนักของเทพธิดากุมารี (ตามความเชื่อของชาวเนปาลนั้น กุมารีคือตัวแทนแห่งพระอุมาเทวี เป็นเทพบริสุทธิ์ที่ถือกำเนิด โลกมนุษย์ ซึ่งผ่านการคัดเลือกมาจากเด็กหญิงอายุ 3-5 ปีจากตระกูลศากยะหรือตระกูลของพระพุทธเจ้าเท่านั้น การเลือกนั้นพิจารณาหลายอย่างสิ่งประกอบกัน ทั้งยังต้องผ่านการทดสอบและตรวจดวงชะตาจนครบถ้วน เมื่อเสร็จพิธีการจะได้รับการอันเชิญไปพำนักที่วังกุมารีเป็นการถาวร จนกว่าจะมีรอบเดือนหรือมีเลือดออกจากเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจการดำรงตำแหน่งกุมารี ชาวเนปาลนับถือกุมารีดุจเทพเจ้าและมักจะขอพรให้ประสบความสำเร็จ กุมารีมีหน้าที่ทำพิธีบูชาเทพธิดาแห่งเตาไฟ หรือเทพธิดาแห่งการดำรงชีพ (Living Goddess) ซึ่งถือเป็นเทพธิดาในยุคโบราณของศาสนาฮินดูในเนปาลที่เรียกขานกันว่า ตะเลชุ (Taleju) วัดกุมารี ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหนุมานโธกา ตัวอาคารจะเป็นตึก 3 ชั้น มีระเบียงและบานหน้าต่างที่เป็นไม้แกะสลักด้วยฝีมือที่แสนจะปราณีตสวยงามมาก กุมารีจะกล่าวคำทักทายกับผู้คนทั่วไปจากระเบียงหน้าต่างของเธอ และในช่วงเทศกาลอินทรา ยาตราที่เวียนมาปีละครั้งกษัตริย์เนปาลจะมาหากุมารีเพื่อรับพรจากเธอ

กาฐมาณฑป (Kasthamandap) เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุด และเป็นกำเนิดของชื่อเมืองกาฐมาณฑุ ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับวัดกุมารี กล่าวกันว่าสถานที่นี้สร้างขึ้นโดยกษัตริย์ลักษมีนาสิงห์ มัลละ (King Laxmi Narsingha Malla) ในตอนต้นศตวรรษที่ 16 และสร้างจากต้นสาละเพียงต้นเดียว

กาฬ ไภราพ (Kala Bhairab) รูปสลักขนาดใหญ่ของพระอิศวรปางดุร้าย เดิมทีนั้นพบที่ทุ่งนาตอนเหนือของตัวเมืองในศตวรรษที่ 18 เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ส่วนมากจะใช้ตัดสินคดีความโดยจะนำคนที่พุดเท็จมาสาบานต่อหน้ารูปสลักแห่งนี้

วัดตะเลชุ (Taleju Temple) วัดประจำองค์พระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าเทพตะเล ชุคือเทพที่ปกปักรักษาองค์พระมหากษัตริย์และประเทศเนปาล

อโศก วินายัก (Ashok Vinayak) แม้จะเป็นวัดเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญมาก ตั้งอยู่หลังกาฐมาณฑป ซึ่งเรียกขานกันอีกชื่อหนึ่งว่า กาฐมาณฑุ คเณศ (Kasthamandap Ganesh) หรือมารุ คเณศ (Maru Ganesh)

ชัยศิ เทวัล (Jaishi Dewal) วัด ชัยศิเทวัลแห่งองค์พระศิวะ (Shiva Temple of Jaishi Dewal) นี้มีชื่อเสียงในด้านภาพสลักแนวอีโรติกและยังเป็นเส้นทางผ่านของขบวนแห่ราช รถในเทศกาลอินทรา ยาตรา และเทศกาลอินทรา ยาตรา และเทศกาลอื่นเนืองๆ

ตุนทิเขล (Tundikhel) สนามหญ้าอันกว้างใหญ่แห่งนี้กินพื้นที่ด้านหนึ่งของตัวเมืองมีสถานที่สำคัญของหุบ เขากาฐมาณฑุหลายแห่งตั้งอยู่ในบริเวณนี้ ทางตะวันตกสุดเขตของตุลทิเขลนั้นมีอาคารสูง 59.29 เมตร สร้างโดยนายกรัฐมนตรีภีมเสน ธาปา (Bhimsen Thapa) ในปีพ.ศ. 2375 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ธาราฮารา หรือภีมเสน สะตัมภะ (Dharahara or Bhimsen Stambha) มีน้ำพุสุนธระ (Sundhara Fountain) ท่อพ่นน้ำสีทองซึ่งตั้งอยู่ด้านล่างของอาคารแห่งนี้ก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีเดียวกับอาคารนี้

ประตูแห่งความทรงจำของผู้ที่ยึดมั่นในศาสนา หรือประตูชาฮิด (Martyr’s Memorial Gates or Sahid Gates) ตั้งอยู่ระหว่างภีมเสนสะตัมภะ และวัดภัทระกาลี ส่วนโค้งเหนือประตูนี้มีรูปปั้นของพระมหากษัตริย์ซึ่งมีพระนามว่าตริภูวัน พีร์ พิกรม ชาห์ เทพ (King Tribhuvan Bir Bikram Shah Dev) และรูปปั้นครึ่งตัวของผู้ยึดมั่นศาสนาทั้ง 4 คน

วัดภัทระกาลี (Bhadrakali Temple) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของตุนทิเขลใกล้ๆ กับประตูชาฮิด เป็นวัดแห่งเทพธิดาภัทระกาลีวัดนี้มีชื่อที่เรียกขานกันทั่วไปว่า วัดลุมาร์หิ (Lumarhi) และยังเป็นหนึ่งในวัดฮินดูที่ศักดิ์สิทธิ์ของเมืองกาฐมาณฑุอีกด้วย

สิงหะ ดูร์บาร์ (Singha Durbar) เป็นปราสาทที่ยิ่งใหญ่ตระการ สร้างขึ้นในรูปแบบ นีโอ-คลาสลิก สิงห์ ดูร์ บาร์แห่งนี้เป็นสถานที่ส่วนบุคคลของอดีตนายกรัฐมนตรีรานา (Prime Minister Rana) ในปัจจุบันสถานที่นี้ได้กลายเป็นสำนักงานเลขาธิการของรัฐบาลในพระมหากษัตริย์แห่งเนปาล

นารายัณหิตี ดูร์บาร์ (Narayanhity Durbar หรือ Narayanhiti Royal Palalace) พระราชวังหลวงปัจจุบัน มีน้ำพุที่เก่าแก่และทรงคุณค่าทางประวัติศาตริย์ชื่อ นารายัณหิตี ตั้งอยู่ที่ส่วนด้านใต้ของพระราชวัง สามารถเข้าเยี่ยมชมพระราชวังนี้ได้เฉพาะวันพฤหัสบดี เวลา 13.00-15.00 น.

หอสมุดไกเซอร์ (Kaiser Library) ตั้งอยู่ในกระศึกษาธิการ บริเวณไกเซอร์มาฮาล (Kaiser Mahal) ในย่านธา เมล หอสมุดไกสาร์แห่งนี้เป็นหอสมุดที่เก็บรวบรวมหนังสือหายากและคัมภีร์ต่างๆ สามารถเข้าใช้ได้ทุกวันยกเว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการต่างๆ เปิดทำการตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ในฤดูร้อน และเวลา 09.00-16.00 น. ในฤดูหนาว (15 ธันวาคม-15 กุมภาพันธ์) สอบถามเพิ่มเติมที่ 441318

พุทธนิลกัณฐะ (Budhanikantha) ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปประมาณ 8 กิโลเมตร ฐานของเขาศิวะปุรี (Shivapuri Hill) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปสลักหินของพระวิษณุ (Lord Vishnu) ในท่านอนที่เต็มไปด้วยงูกลางเกษียรสมุทร จัดได้ว่าเป็นงานแกะสลักหินฝีมือเยี่ยมในยุคลิจฉวี (Lichchhavi period) รูปสลักอายุกว่า 5 ศตวรรษนี้ตั้งอยู่ตรงกลางของสระน้ำเล็กๆ ทำให้ดูเหมือนลอยอยู่เหนือน้ำ

สวนน้ำพาลาชุ (Balaju Water Gardens) ห่างจากกาฐมาณฑุไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร สวนน้ำแห่งนี้มีน้ำพุที่ประกอไปด้วยหัวจระเข้ 22 หัว สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ภายในสวนอีกด้วย

สถูปสวะยัมภูนาถ (Swayambhunath) หรือวัดลิง เป็น เจดีย์ของชาวพุทธ (Buddhist Chaityas) ที่ยิ่งใหญ่ แห่งหนึ่งของโลก กล่าวกันว่าน่าจะมีอายุถึง 2,000 ปีเลยทีเดียว สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามานะเทวะ ในปีพ.ศ. 936 สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือ ส่วนตรงฐานของสถูปซึ่งมีดวงตาเห็นธรรม หรือ Wisdom Eyes ของพระพุทธเจ้าอยู่โดยรอบทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตก 3 กิโลเมตร ตัวสถูปตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ประมาณ 77 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลของหุบเขากาฐมาณฑุ จึงทำให้ทิวทัศน์เหนือหุบเขาที่แสนงดงาม สถูปแห่งนี้เป็นสถูปที่เก่าแก่ที่สุดของเนปาล อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่มีการผสมผสานระหว่างศาสนาพุทธกับฮินดู โดยองค์การยูเนสโกได้ทำการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีพ.ศ. 2522


พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (Nation Museum) ตั้ง อยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางตะวันตก 2 กิโลเมตร พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินี้เป็นที่รวบรวมอาวุธและสิ่งประดิษฐ์ที่วิจิตรประณีตของ เนปาลไว้ตั้งแต่ยุคโบราณ ยุคกลาง จนกระทั่งปัจจุบัน โดยการจัดแสดงทางโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับว่า คุ้มค่ากับการเข้าชมเป็นอย่างมาก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับว่าคุ้มค่ากับการเข้าชมเป็นอย่างมาก พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอังคารและวันหยุดราชการฤดูร้อน เปิดเวลา 09.00-16.00 น. ฤดูหนาวเปิดเวลา 09.30-15.00 น.

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (Natural History Museum) ตั้งอยู่หลังเนินเขาสวะยัมภูนาถ ห่างจาก กรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันตกประมาณ 3 กิโลเมตร พิพิธภัณฑุนี้เป็นแหล่งรวบรวมสัตว์ต่างๆ อาทิ ผีเสื้อ ปลา สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต้นไม้ และซากฟอสซิลหลากหลาย ที่มีการเก็บรวบรวมมาจากทั่วประเทศ แต่ไม่สามารถถ่ายรูปในพิพิธภัณฑ์ได้ พิพิธภัณฑ์นี้เปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันเสาร์และวันหยุดราชการ เวลา 10.00-17.00 น. สอบถามได้ที่โทรศัพท์ 4271899

วัดปศุปฏินาถ (Pashupatinath Temple) ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ตัววัดสร้างขึ้นมาในสมัยกษัตริย์แห่งราชวงศ์มลละ เพื่อถวายแด่พระศิวะในภาคขององค์ปศุปฏินาถ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำพัคมาตี (Bagmati River) ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เปรียบเทียบเสมือนแม่น้ำคงคาแห่งเมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เพราะแม่น้ำสายนี้จะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคานั้นเอง

วัดนี้มีหลังคาทำด้วยทองซ้อนกัน 2 ชั้น และประตูเงิน ซึ่งถือว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดวัดหนึ่งในศาสนาฮินดูของเนปาล ถึงแม้ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นจึงมีสิทธิเข้าไปภายในวัดแห่งนี้ แต่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมตัววัดและดูกิจกรรมที่มีขึ้นภายในอาณาเขตของ วัดได้ชัดเจนจากบนฝั่งด้านตะวันออกของแม่น้ำพัคมาตี โดยที่องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนวัดแห่งนี้เป็นมรดกโลกแล้วในปีพ.ศ. 2522 วัดนี้มีความสำคัญในช่วงเทศกาลศิวะราตรี


ฉพะหิล (Chabahil) เชื่อกันว่าสถูปแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช โดยจารุมะติ (Chandra Vinayak) ซึ่งเป็นธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นโบราณอยู่รอบๆ สถูปด้วย

จันทระ วินายัก (Chandra Vinayak) วัดนี้ตั้งอยู่ห่างจากสถูปฉพะหิลไปทางทิศเหนือประมาณ 200 เมตร วัดแห่งนี้มีหลังคา 2 ชั้น ทำด้วยทองเหลือง เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระคเณศ (Lord Ganesh)

 

ไม่มีรายการสินค้าในหมวดหมู่ที่เลือก.