ข้อมูลท่องเที่ยวรัสเซีย

ประเทศรัสเซีย (รัสเซีย: Россия) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัสเซีย และ สหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย: Российская Федерация) ทั้งสองชื่อ เป็นประเทศในยูเรเชียเหนือ และเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก กว่า 10,000,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยของโลกถึงหนึ่งในแปด รัสเซียยังเป็นชาติมีประชากรมากที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีประชากร 143 ล้านคน รัสเซียปกครองด้วยระบอบสหพันธ์สาธารณรัฐ กึ่งประธานาธิบดี ประกอบด้วย 83 เขตการปกครอง ไล่จากตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ รัสเซียมีพรมแดนติดกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ (ทั้งสองผ่านมณฑลคาลินินกราด) เบลารุส ยูเครน จอร์เจีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน จีน มองโกเลียและเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ยังมีพรมแดนทางทะเลติดกับญี่ปุ่นโดยทะเลโอฮอตสก์ และสหรัฐอเมริกาโดยช่องแคบแบริง อาณาเขตของรัสเซียกินเอเชียเหนือทั้งหมดและ 40% ของยุโรป แผ่ข้ามเก้าเขตเวลาและมีสิ่งแวดล้อมและธรณีสัณฐานหลากหลาย รัสเซียมีปริมาณทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานสำรองใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งทั่วโลกรัสเซียมีป่าไม้สำรองใหญ่ที่สุดในโลกและทะเลสาบในรัสเซียบรรจุน้ำจืดประมาณหนึ่งในสี่ของโลก


แหล่งท่องเที่ยว

พระราชวังเครมลิน

   พระราชวังเครมลิน ตั้งอยู่ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย สร้างอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำมอสควา ภายในมีพระราชวัง หอคอย และป้อมปราการ ซึ่งในอดีต เป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์กษัตริย์แห่งราชวงศ์รัสเซีย แต่ได้ถูกปฏิวัติเป็นคอมมิวนิสต์ และได้ใช้เป็นที่ทำการรัฐบาลเครมลิน เป็นชื่อ ของนักการเมือง พอระบบสังคมนิยม ล่มสลายเป็นประชาธิปไตย ก็ได้เปิดให้เป็น แหล่งท่องเที่ยว จนถึงปัจจุบันสถาปัตยกรรมของกรุงมอสโกนั้น พระราชวังเครมลินถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศที่สุดในยุโรปยุคกลาง คำว่า "เครมลิน" มีความหมายว่า ป้อมปราการ มีความยาวล้อมรอบ 2,235 เมตร มีหอคอย 18 แห่ง (เพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน) โดยมีการปรับปรุงต่อเติมมาเรื่อยๆ เริ่มจากใช้อิฐสีขาวเป็นรอบรั้วกั้นกำแพงแต่ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนมาเป็นอิฐสีแดง ซึ่งความสูงของหอคอยแตกต่างกันระหว่าง 28-71 เมตร เช่นภายในพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆัง ของพระเจ้าโบริสดูนอฟ ผู้อยู่บนหอคอย จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ กรุงมอสโก ที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะเห็นเป็นสีทอง เปล่งปลั่ง สุกอร่าม งามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก ประตูสำคัญ คือประตูโปรดชำระบาป ซึ่งพระเจ้าซาร์อะเล็กซิส โปรดให้สร้างเมื่อปีค.ศ. 1491 โปรดให้ติดโคมใหญ่ไว้บนยอดดวงหนึ่งประตูนี้เคยมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้ผู้ผ่านเข้าออกต้องถอดหมวก แสดงความเคารพ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกจับประหารชีวิต ถัดไปไม่ไกลมีมหาวิหารอัครเทวทูตซึ่งมีที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม เพื่อใช้เป็นสุสานฝังพระศพของพระเจ้าซาร์ทุกพระองค์ นอกจากนี้ยังมีโบสถ์อัสสัมชัญซึ่งสร้างไว้อย่างประณีตบรรจงเป็นพิเศษ


มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) คืออีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงมอสโก ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะเป็นโดมรูปหัวหอม สีสันสดใส ตั้ง ตระหง่านสง่างาม ขนาบข้างด้วยกำแพงเครมลิน ดึงดูดให้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางสู่จัตุรัสแดงแล้วจะต้องถ่ายรูปเป็นที่ ระลึกคู่กับมหาวิหารแห่งนี้ พร้อมกับการเรียนรู้ความเป็นมาอันยาวนานของสถานที่สำคัญนี้ควบคู่กันไป

   มหาวิหารเซนต์บาซิลสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอีวานที่ 4 (Ivan the Terrible) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการรบชนะเหนือกองทัพของมองโกลที่เมืองคาซาน (Kazan) ในปี พ.ศ. 2095 หลังจากถูกปกครองกดขี่มานานหลายร้อยปี ออกแบบโดยสถาปนิก ปอสนิก ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า พระเจ้าอีวานที่ 4 ทรงพอ พระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิก ผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานาม Ivan The Terrible หรืออีวานมหาโหด นั่นเอง


สิ่งที่ควรชม
-โดมรูปหัวหอม ที่มีหลากหลายสีสันสดใสสวยงามมีหลายขนาด เป็นโดม 9 แห่งที่รวมอยู่ด้วยกันได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน เป็นรูปแบบศิลปะจากจินตนาการจากเทพนิยายซึ่งเป้นพระบรรชาของพระผู้เป็นเจ้า หรือแรงบรรดาลใจจากเทพเจ้าบนสวรรค์
-ภาพรูปเคารพในโบสถ์กลาง (Main Iconostasis) เป็นภาพพระเยซูและสาวกคนสำคัญ และมีรวดลายฝังหินขัดเรียบที่มีสีสันสวยงามวิจิตรบรรจงมาก เป็นผลงานชิ้นเอกในสไตล์บารอก อายุราว 200 ปี บางภาพก็มากกว่านั้น
-อนุสาวรีย์ คอสมา มินิน และ ดมิทริ โปซาร์สกี้ (Kuzma Minin and Dmitry Pozharsky) หล่อด้วยทองสำริดโดย Ivan Martos ทั้ง 2 คนเป็นผู้นำกองกำลังอาสาสมัครต่อสู้ผู้รุกรานชาวโปล (Ploes) ออกจากเขตเครมลินในปี พ.ศ. 2361 หลังจากได้รับชัยชนะจากสงครามนโปเลียน (พ.ศ. 2348 เกิดสงครามกับฝรั่งเศส รัสเซียมีชัยชนะในการรบที่ออสเตอร์ลิสส์ (Austerlitz) พ.ศ. 2355 นโปเลียนบุกเข้ามอสโก แต่ตีไม่สำเร็จจึงต้องล่าถอยออกไป)บริเวณใกล้กันกับมหาวิหารเซนต์บาซิล เป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานเลนินหรือสุสานเลนิน ซึ่งยังคงเก็บรักษาร่างของวลาดิเมียร์ เลนิน ผู้นำคนสำคัญของคอมมิวนิสต์ และเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปเคารพศพได้
แรกเริ่ม ตั้งอยู่ตรงกลางจตุรัสแดง หันหน้าเข้าหาว้งเครมลิน ต่อมาในยุคคอมมิวนิสต์โซเวียตได้มีการย้ายมาอยู่ด้านหน้ามหาวิหารเซนต์บาซิล เปิดตั้งแต่ 11.00-19.00 น. วันพุธและวันพฤหัสบดี เปิดถึง 18.00 น. ปิดทุกวันศุกร์


 

จัตุรัสแดง

   "จัตุรัสแดง" (Red Square) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของกรุงมอสโก ตั้งอยู่กลางใจเมืองของมอสโก ประเทศรัสเซีย ทางด้านหน้าจัตุรัสแดงนั้น เป็นที่ตั้งของกิโลเมตรที่ศูนย์ของรัสเซีย สังเกตุได้จากที่พื้นถนนจะมีสัญลักษณ์เป็นวงกลม และภายในวงกลมนี้เองก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปยืนกลางวงกลมนั้นและโยนเศษเหรียญข้ามไหล่ตัวเองไปด้านหลังเพื่ออธิษฐานให้ได้กลับมาที่มอสโกอีกครั้ง ชื่อของจัตุรัสแดงอาจจะฟังดูแล้วนึกถึงการนองเลือด แต่จริงๆ แล้วคำว่า จัตุรัสแดงนั้นก็หมายถึงความสวยงาม ความดีงามเท่านั้นลานกว้างของจัตุรัสแดงนี้มีพื้นที่กว้าง 695 เมตร ยาว 130 เมตร ทำหน้าที่เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ต่างๆ ของรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย คล้ายๆ กับสนามหลวงของไทย ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีต่างๆ ของประเทศ เช่น การสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพรัสเซียในโอกาสต่างๆ รวมไปถึงการชุมนุมเรียกร้องเดินขบวนของประชาชนด้วยเช่นกัน บริเวณจัตุรัสแดงยังประกอบไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ รายรอบอีกมากมาย เช่น พระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์รัสเซีย และห้างสรรพสินค้า GUM (ห้างกุม)

จตุรัสแดงเป็นสถานที่ประกาศข่าวต่อสาธารณะชน และที่ประหารชีวิตทางด้านทิศใต้หน้าวิหารเซนต์บาซิล มีแท่นหินรูปกลมยกพื้นขึ้น มีชื่อว่า " Lopnoe Mesto " เป็นแท่นที่ประทับของพระเจ้าซาร์และนักบวชเพื่อพบกับประชาชนและปราศรัยกับฝูงชนที่เข้ามาเฝ้า

สีแดง หรือ ดราสนายา ในภาษารัสเซียหมายถึง ความงาม สีแห่งโชคลาภ ความมั่นคง ร่ำรวย ชัยชนะ จตุรัสแดง หรือที่เรียกภาษารัสเซียว่า "คราสนายา ปลอซซาด" เป็นจตุรัสที่สวยงามที่สุดในโลก เป็นสถานที่เก็บศพเลนิน ศาสดาของประเทศสังคมนิยม สร้างด้วยหินแกรนิต และหินอ่อน นับล้านชิ้นตอกลงบนพื้นจนกลายเป็นลานหินโมเสก เป็นพื้นที่ลานกว้าง ซึ่งมีบางท่านได้เปรียบเทียบว่า ลานจตุรัสแดงที่กว้างขนาดนี้ คล้ายท้องสนามหลวง จตุรัสแดงนั้นไม่ได้มีความสำคัญแค่ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชนชาติเผ่าพันธุ์ คือ ศูนย์รวมทางจิตวิญญาณทั้งมวลของชาวรัสเซีย ที่ได้มีบทบาทและส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่ยื่งใหญ่และสำคัญของบ้านเมือง เกือบจะทุกครั้ง คือความทรงจำที่ผ่านมารุ่นต่อรุ่นที่ชาวรัสเซียสัมผัสได้


มหาวิหารเซ็นต์ซาเวียร์

   มหาวิหารเซ็นต์ซาเวียร์ หรือ มหาวิหารโดมทอง (St. Saviour Cathedral) ตั้งอยู่ที่เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ที่ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เนื่องในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 850 ปี แห่งการสถาปนากรุงมอสโก สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้า Alexander ที่ 1 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือกองทัพของ นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ในสมัยของสตาลิน เคยสั่งให้ทุบทำลายสถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งในสมัยประธานาธิบดีบอริส เยลซิน จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเงินบริจาคและพลังความศรัทธาของผู้คน มหาวิหารโดมทองแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่หลักในการประกอบพิธีกรรมทางคริสตศาสนาของประเทศรัสเซีย


 

ห้างสรรพสินค้ากุม (GUM)

   ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงมอสโก แต่มีชื่อเสียงในเรื่องของสินค้าอันมีให้เลือกซื้อกัน อย่างหลากหลายชนิด ห้างสรรพสินค้ากุม หรืออีกสถนที่หนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ของเมืองนี้ ห้างสรรพสินค้ากุม ก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1895 มีความสวยงามและโดดเด่นมากลักษณะชองตัวอาคารเป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีร้านค้าเปิดให้ บริการมากมายสำหรับให้ผู้ที่เดินทางหรือผู้ที่ชอบการช้อปปิ้งถึง 200 ร้านค้าด้วยกัน แต่สินค้าที่นี่อาจจะมีทั้งรูปลักษณ์ ภายในและภายนอกที่ดูหรูหราโอ่อ่า และที่สำคัญตั้งอยู่บริเวณลานกว้างในย่านจตุรัสแดงห้างสรรพสินค้ากูม มีการจำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคและบริโภคเช่น เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน สินค้าที่มีชื่อมียี่ห้อ เครื่องสำอางค์ น้ำหอม และสินค้าที่เป็นประเภทของที่ระลึก ซึ่งมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายทีเดียว

 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

   พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( State Museum History ) ตั้งอยู่ในย่านจตุรัสแดง เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เก็บรวบรวมเอกสารที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ลักษณะของอาคารนั้นมีลักษณะเป็นตึกสีแดง หลังคาเป็นแบบสังกะสี และมีสถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญทาง ประวัติศาสตร์และมีความเก่าแก่มาก ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยห้องต่างๆ จำนวน 21 ห้อง สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช มีการเก็บรวบรวมพระราชสมบัติมากกว่า 45 ล้านชิ้นและเอกสารกว่า 15 ล้านชิ้น รวมทั้งสมุดที่ใช้ในการร่างเอกสารต่างๆ อัญมณีที่ล้ำค่าและเก่าแก่ และชุดไม้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อาวุธที่ใช้ในการทำศึกสงครามของรัสฌซียแผนที่ รวมทั้งพระคำ ภีร์ที่สำคัญ ฯลฯ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการตกแต่ง ปรับปรุงและซ่อมแซมเป็นเวลานานหลายปี เนื่องจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เก่าแก่จึงเป็นเหตุให้การตกแต่ง หรือการปรับปรุงและทำการซ่อมแซมเป็นไปได้ยากและใช้ระยะเวลานานพอสมควร

 

พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส

   พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส เป็นพระราชวังที่สวยงามไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย พระราชวังฤดูร้อนเปโตรควาเรสต์ (ปีเตอร์ฮอฟ) ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งทะเลบอลติก เป็น พระราชวังของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตัวอาคารพระราชวังสวยงามมาก นอกจากนี้ยังมีน้ำพุมากกว่า 100 แห่ง การเข้าชมพระราชวังจะต้องนำถุงเท้าที่จัดเตรียมไว้ให้ สวมคลุมรองเท้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นของพระราชวังเสียหาย พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส เป็นที่หนึ่งของความใหญ่โตที่สุดในรัสเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสืบทอดประเพณีแห่งสากล รวมทั้งความสำเร็จ ความกล้าหาญและความเก่งกาจ ด้วยตัวอย่างของกลุ่มสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและกลุ่มวิศวกรรมที่สอดสานความงามของศิลปะเข้ากับภูมิประเทศที่สวยงาม ประวัติความเป็นมาในการสร้างพระราชวังปีโตรเดอร์วาเรสกล่าวคือ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชในปีค.ศ. 1705 เป็นพระตำหนักของกษัตริย์รัสเซีย โดยทำการสร้างให้ติดกับชายฝั่งเพื่อใช้ในการพักผ่อนและล่าสัตว์ในฤดูร้อน โดยปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชซึ่งประกอบด้วย พระราชวัง น้ำพุ สวนตอนล่างและสวนตอนบน เดิมทีในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงเสด็จประพาสยุโรปในปี ค.ศ. 1717 ท่านได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) แห่งฝรั่งเศสและได้ทรงประทับใจในความสวยสดงดงามจึงได้ทรงให้นำมาร่างเป็นภาพเพื่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ โดยอดีตนั้นให้สร้างเป็นพระราชวังขนาดเล็ก แต่ต่อมาสมัยพระนางอลิสซาเบธมีการปรับปรุงและขยายออกไปให้เป็นศิลปะบารอกใน ปีค.ศ 1759 ทำให้พระราชวังปีเตอร์ฮอฟมีความสวยงามมากกว่าเดิม ด้วยการออกแบบของสถาปนิกที่มีชื่อเสียงผู้ที่ออกแบบพระราชวังฤดูร้อน วังเปโตร ดวาเรียส หลังจากทรุดโทรมไปในช่วงสงครามโลกที่ 2 สมัยเยอรมันยึดครอง ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จนเกือบสมบูรณ์แบบ เปโตร ดวาเรียส (ปีเตอร์ฮอฟ) พระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตั้งอยู่อ่าวฟินแลนด์ ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตก 29 กิโลเมตร โดดเด่นเป็นพิเศษ คือ น้ำพุอลังการ (ปิดในฤดูหนาว) เดิมทีพระเจ้าปีเตอร์มหาราช สร้างวังนี้ในปี 1720 ตามแบบเรียบง่ายของสถาปนิก ฌอง บัฟติสต์ เลอบลองด์ ที่เห็นวิจิตรโอ่อ่าในขณะนี้เป็นการตกแต่งเพิ่มเติมโดยซาลีน่าอลิธซาเบธ ร่องรอยสไตล์บาร็อกเดิมอันงดงามของพระเจ้าปีเตอร์และเลอบลองด์ยังคงมีให้ เห็น ปีเตอร์ฮอฟ สร้างอยู่บนทำเลงามบนเนินธรรมชาติดุจดัง แวร์ซายส์ริมทะเล การสร้างน้ำพุซับซ้อนบนเนินดินเลนชื้นแฉะเป็นเรื่องที่ยากมากในสมัยนั้น ด้านหน้าของพระตำหนักคือ สวนน้ำซึ่งมีบันใดน้ำตกใหญ่เป็นส่วนที่เด่นที่สุด พร้อมรูปปั้นแซมซันฉีกปากสิงโตด้วยมือเปล่า

 

พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว

   พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว ตั้งอยูที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ท่านจะได้ชม “พระราชวังฤดูหนาว” จะได้พบกับความยิ่งใหญ่อลังการ มีลานกว้าง และ “เสาอเล็กซานเดอร์” ที่สร้างถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ที่พระองค์ทรงชนะ สงครามเหนือนโปเลียนของฝรั่งเศส กล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์นี้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ของฝรั่งเศสเลยทีเดียวพระราชวังฤดูหนาวจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ มีการแสดงผลงานศิลปะที่โด่งดังจากทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านชิ้น ตั้งแต่ยุคอียิปต์ โบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีผลงานของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ไมเคิล แองเจโล ราฟาเอล ติเตียน แรมแบรนท์ รูเบนส์ ภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศส รวมทั้งแวนโก๊ะ มาติส โกแกง และจิตรกรชื่อดังโรแดงพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว (Hermitage and Winter Palace) แต่เดิมนั้นเฮอร์มิเทจนั้นเป็นชื่อเรียกสมบัติล้ำค่าของพระราชินีแคทเธอรีนที่ได้เก็บรวบรวมและชื้อภาพ เขียนชื่อดังจากยุโรปกว่า 200 ภาพ จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าส่วนพระองค์และสมบัติของพระ เจ้าปีเตอร์มหาราชขึ้น โดยมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นคอลเล็คชั่นอันประเมินค่ามิได้เหล่านี้ โดยพระองค์ทรงเคยกล่าวไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งว่า " มีแค่หนูกับฉันเท่านั้นที่สามารถชื่นชมผลงานเหล่านี้ได้ " เมื่อพระนางสวรรคตก็มีสมบัติสะสมมากมาย โดยเฉพาะภาพเขียนที่ทรงโปรดปราณมากกว่า 3,000 ภาพ เหรียญโบราณอัญมณีอันล้ำค่า จนถึงสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมด และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ. 1852ภายหลังการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1917 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็กลายเป็นของรัฐบาลโซเวียต โดยทางรัฐบาลได้ขยายคอลเลคชั่นงานศิลปะ และสมบัติล้ำค่า ของพิพิธภัณฑ์ออกไปอีก โดยการนำภาพเขียนและสมบัติล้ำค่าส่วนพระองค์ มาจากพระราชวังอื่นๆ เช่น พระราชวังแคทเธอรีน พระราชวังอเล็กซานดริสกี้ พระราชวังสโตรกานอฟสกี้ และพระราชวังยูซูปอฟสกี้ มารวบรวมเอาไว้ที่เฮอร์มิเทจ

เฮอร์มิเทจประกอบด้วยอาคาร 5 หลัง ซึ่งเป็นการสร้างเชื่อมต่อกัน คือ
พระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace)
อาคารเล็ก (Small Hermitage)
อาคารเก่า (Old Hermitage)
อาคารใหม่ (New Hermitage)
อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre)

ภายในพระราชวังฤดูร้อน จะประกอบด้วยห้องต่าง ๆ มากกว่า 1,050 ห้อง ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ที่เก็บรวบรวมของล้ำค่าจากทั่วโลกกว่า 3 ล้านชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของจิตรกรเอกของโลก เช่น ลีโอนาโด ดาวินซี, ปีกัสโซ่, แรมบันด์, แวนโก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวัตถุล้ำค่าต่าง ๆ เช่นนาฬิกา รูปนกยูง แจกันมาลาไคท์ รวมถึงศิลปวัตถุอียิปต์โบราณ และมัมมี่ ความยิ่ง ใหญ่ของพระราชวังฤดูหนาว ที่ประกอบด้วยห้องต่างๆ มากกว่า 1,050 ห้อง ณ สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับรับรองการเสด็จเยือนของรัชกาลที่ 5 ของไทยในการเจริญสัมพันธไมตรีไทย-รัสเซีย พร้อมทั้งทรงร่วมฉายพระรูปกับพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของสหพันธรัฐรัสเซีย


 

วิหารเซ็นไอแซค

   วิหารเซ็นไอแซค (St. Isaac's Cathedral) เป็นมหาวิหารที่ตั้งอยู่ที่เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เริ่ม ก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1858 เป็นหนึ่งในมหาวิหารที่สวยที่สุดของรัสเซีย สร้างในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Auguste de Montferrand ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ประกอบด้วยเสาหินแกรนิต 48 ต้น น้ำหนักต้นละ 114 ตัน ถายในประดับประดาด้วยปฏิมากรรมบอร์น และภาพวาดกว่า 400 ชิ้น โดมทองอันสง่างามที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด้วยขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 25.8 เมตรซึ่งเป็นอันดับที่ 4 ของโลกรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม มหาวิหารเซนต์ปอลที่ลอนดอน และมหาวิหาร "สตา เดล ฟีออเร" ที่ฟลอเรนซ์ประวัติของมหาวิหารเซนต์ไอแซคมีมายาวนานเกือบกว่าสามศตวรรษ เราจึงอาจกล่าวถึงประวัติของ
มหาวิหารนี้โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ

ระยะแรก มหาวิหารนี้สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่ที่แอดมิรัลตี้ (กองบัญชาการกองทัพเรือ) และในปีค.ศ. 1712 ได้ใฃ้ เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษก สมรสของกษัตริย์ปีเตอร์มหาราช และพระนางแคทเธอรีน

ระยะที่สอง มหาวิหารตั้งอยู่ที่ลานดีเซมบริสต์ มหาวิหารสร้างด้วยหิน และกษัตริย์ปีเตอร์มหาราชทรงวางศิลาฤกษ์ ด้วยพระองค์เองเมื่อปีค.ศ. 1717 แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้น

ระยะที่สาม พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ก่อสร้างมหาวิหารนี้ขึ้นมาใหม่ มหาวิหารเซนต์ไอแซค ที่เห็นในปัจจุบัน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อ มองต์แฟรองด์ (August de Montferrand) ซึ่งนายมองต์แฟรองด์เป็นสถาปนิกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงได้ในประเทศรัสเซียแต่สำหรับประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา เขากลับไม่โด่งดังและไม่มีผู้ใดเลยที่รู้จักเขาในนามสถาปนิก ผู้มีฝีมือดีคนหนึ่งจนกระทั่งได้เดินทางมาสร้างผลงานที่ประเทศรัสเซีย และผลงานชิ้นแรกของเขาซึ่ง เขาเคยมีผลงานการออกแบบมาแล้วคือ เสาอเล็กซานเดอร์ ที่ลานพระราชวังฤดูหนาวแต่การออกแบบ ที่มหาวิหารเซนต์ไอแซคกลับทำให้ชื่อเสียงของ
เขาโด่งดังไปทั่วโลกโดยใช้เวลา ก่อสร้างนานถึง 40 ปี
ลักษณะของการออกแบบ
มหาวิหารเซนต์ไอแซคนี้มีการออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรเนสซองส์ และบาโรก
ลักษณะภายในวิหารประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ที่สำคัญอันได้แก่
- การประดับด้วยภาพไอคอน(Icon) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นรูป เซนต์นิโคลาสเซนต์ปีเตอร์
ซึ่งการทำโมเสกนี้ใช้เวลานานมากถ้าหากคิดเป็นตารางเมตรเมตรหนึ่งใช้เวลาร่วม ปี ใช้สีหมื่นกว่าสี และใช้เงิน มากถึง 23 รูเบิลและภาพ
เฟรสโก แต่ปัจจุบันต้องยกเลิกการทำโมเสกเพราะเนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูงมากใน การทำโมเสกขึ้นมาแต่ละชิ้นงานและใช้ระยะเวลานาน
- ภาพแกะสลักนูนต่ำ
- แร่หินชนิดต่างๆ เช่น เสาหินมาลาไคต์และหินอื่นๆจากเทือกเขาอูราล
- รูปหล่อสำริด
- รูปแกะสลักด้วยหินอ่อน เช่น รูปของนายมองต์แฟรองด์ สถาปนิกชาวฝรั่งเศส
- ประตูที่ทำจากไม้โอ๊กและทำการติดรูปสลักซึ่งทำมาจากทองแดงมีความสวยงามและ ใหญ่โตและเป็นโบสถ์ออร์โทดอกซ์แห่งเดียวที่
ประดับประดาตกแต่งด้วยกระจกสี


 

โบสถ์แห่งหยดเลือด

   โบสถ์แห่งหยดเลือด (Church of Christ's Resurrection) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1883 แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1907 เป็นอนุสรณ์ที่พระเจ้าอเล้กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระบิดาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ผู้ปลดปล่อยชาวนา ซึ่งถูกลอบปลงพระซนม์บริเวณนี้ ในปี ค.ศ. 1881 สร้างด้วยรูปแบบศิลปะยุคฟื้นฟู เลียนแบบโบสถ์โบราณในคริสตศวรรษที่ 12 ของกรุงมอสโก ถายในตกแต่งวิจิตรบรรจงด้วย ฝีมือจิตกรกว่า 30 คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์ได้รับความเสียหายจากระเบิด หลังสิ้นสุดสงครามจึงได้มีการบูรณะใหม่

 

โบสถ์คาซาน

   โบสถ์คาซาน (Kazan Cathedral) มหาวิหารคาซาน ตั้งอยู่บนถนนเนฟสกี้ ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของตัวเมือง มหาวิหารคาซานทำการสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตรงกับช่วงปีค.ศ. 1708 ซึ่งแต่เดิมนั้นจัดได้เพียงว่าเป็นโบสถ์เล็กๆเท่านั้น โดยภายในมีรูปไอคอนและพระแม่มาเรีย (Our Lady Of Kazan) ที่วาดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าอีวานที่ 4 ในช่วงที่กรุงมอสโกก่อตั้งเป็นเมืองหลวง โดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้มีพระราชดำรัสให้นำรูปไอคอนและพระแม่มาเรียนมา ได้ที่นี่ต่อมาในสมัยการปกครองของพระเจ้าปอลด์ที่ 1 ในปีค.ศ. 1800 ได้ทำการสร้างวิหารใหม่ให้เป็นวิหารที่ใหญ่ขึ้น และสวยงามกว่าเดิม เนื่องจากที่ว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จประพาส ณ กรุงโรมที่อิตาลีแล้วพระองค์ทรงเกิดความประทับใจในรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบ อิตาลี พระองค์จึงได้นำรูปแบบดังกล่าวนั้นมาผสมผสานในการก่อสร้างมหาวิหารหลังใหม่ นี้
มหาวิหารคาซานหลังใหม่นี้ สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1811 ออกแบบโดยสถาปนิก คือ
- Charles Camelon
- Thomas de Thomon
- Pietro Gonzago
โบสถ์คาซาน เป็นสถาปัตยกรรมในรูปศิลปะแบบนีโอคลาสสิก เป็นลักษณะรูปทรงครึ่งวงกลม มีเสาหินวางเรียงแถวยาวอย่างเป็นระเบียบหลังจาก 10 ปี แห่งการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยคาซานกลายเป็นสถานที่เพื่อมาสักการะบูชาที่ได้รับความนิยมเป็น อย่าง เนื่องจากสาเหตุหนึ่งมาจากเพราะตั้งอยู่ในใจกลางเมือง จึงทำให้ประชาชน หรือนักท่องเที่ยวพบเห็นได้ง่าย และด้วยความสวยงามของมหาวิหารที่มักจะเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็นแต่ในปีค .ศ. 1812 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศสขึ้น จึงได้นำรูปปั้นของผู้บังคับบัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพเรือ คือ Mikhail Kutuzov และ Barclay de Tolly มาจัดแสดงเป็นอนุสรณ์ไว้ ณ ที่มหาวิหารคาซานนี้ด้วยซึ่งปัจจุบันมหาวิหารคาซานจัดได้เป็นมหาวิหารอีก หนึ่งสถานที่ในนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่มีความสวยงาม และมีประวัติที่สำคัญ โดยด้านหน้าของมหาวิหารจะมีสวนสาธารณะไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนของชาวรัสเซีย ซึ่งที่นี่ยังเป็นที่นัดพบปะของวัยรุ่นอีกด้วย และอีกทั้งในฤดูร้อนจะมีคนรัสเซียมักชอบนิยมมายืนอาบแดด อ่านหนังสือ หรือพบปะพูดคุยกันเป็นจำนวนมากทีเดียว


 

อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช

   อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Bronze Horseman) เป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกของนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งติดกับแม่น้ำเนวา ด้านหน้าของโบสถ์เซ็นไอแซค ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ก่อสร้างเป็นอนุสาวรีย์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ผู้เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ได้ขนานนามว่า มหาราช ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Entienne Maurice Falconet ตามพระบัญชาของพระนางแคทเธอรีนมหาราช ภายหลังจากการขยายดินแดนของประเทศไปจรดทะเลดำสำเร็จตามพระประสงค์ของพระเจ้า ปีเตอร์มหาราช โดยมีการสลักพระนามไว้ที่ฐานของหินแกรนิตด้วยที่อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งนี้ยังเป็นจุดชมทัศนียภาพของเมือง เช่น วิวของแม่น้ำเนวา ด้านหน้าของโบสถ์เซ็นต์ไอแซค ตึกบัญชาการกองทัพเรือ และอาคารเถระสมาคม อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งนี้เปิดให้ชมฟรีทุกวัน


บสถ์สมอลนี

   โบสถ์สมอลนี (Smolny Cathredral) โบสถ์นางชีสมอลนี่ คอนแวนน์ เป็นอาคารสีฟ้าขาว สวยงามมาก สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1748 แล้วเสร็จเมื่อปีค.ศ. 1764 แต่เดิมเป็นสำนักแม่ชีก่อสร้างสมัยพระนางอลิซาเบธ เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน Bartoloeo Francesco Rastrelli บริเวณ โดยรอบประกอบด้วยสวนและอาคารต่างๆ ที่ก่อสร้างขึ้นในสมัยของพระนางแคทเธอรีนมหาราช เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรม สตรีชั้นสูง เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในราชสำนักและชีวิตประจำวัน ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวสวีเดน มีการสร้างป้อมปราการและเป็นที่ตั้งของชุมชน ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ช่วงคริสต์ศวรรษที่ 17 ใช้สร้างลานกว้างให้กะลาสีเรือไว้เป็นที่อยู่อาศัย ต่อมาพระมเหสีเสนอให้สร้างโบสถ์ขึ้น จึงทำการสร้างโบสถ์และสำนักแม่ชีไว้บริเวณนั้นตั้งแต่ค.ศ. 1720 - 1760 และในสมัยพระนางอลิสซาเบธ ผู้ศรัทธาเคร่งครัดในศาสนาได้ตัดสินพระทัยสร้างโบสถ์สีฟ้า - ขาว หลังใหม่ขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1744 ด้วยฝีมือการออกแบบของสถาปิก Bartolommeo Francesco Rastrelli ด้วยศิลปะบารอก โบสถ์สมอลนีเป็นสำนักแม่ชี สถานที่สักการะของผู้หญิงในเมืองหลวง ในยุคของพระนางแคทเทอรีนมหาราชช่วงปีค.ศ. 1764 ได้เปิดเป็นโรงเรียนสถานที่ฝึกอบรมสำหรับสตรีในแวดวงสังคมชนชั้นสูงและบุตรสาวของเศรษฐีที่รู้จักกันว่า วิทยาลัยสมอลนี ต่อมาในยุคของพระเจ้าปอลด์ที่ 1 ได้มีพระบัญชาให้ปิดสำนักแม่ชีลง และยกให้ เป็นของวิทยาลัย ต่อมาในยุคของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ได้ขยายอาคารของวิทยาลัยออกไปอีกให้สวยงาม และโดดเด่นยิ่งขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1917 แห่งการปฎิวัติรัสเซีย วิทยาลัยถูกปิดลงและเปลี่ยนเป็นที่ทำการใหญ่ของพรรคบอลเซวิค หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีค.ศ. 1991 กลายเป็นสำนักงานนายกเทศมนตรี ซึ่งเลนิน เคยมาอาศัยอยู่ในช่วงปีค.ศ.1991 - 1997 และต่อมาในปีค.ศ. 1999 ก็เปิดเป็นวิทยาลัยสมอลนี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
ภาควิชาศิลปศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ปัจจุบันโบสถ์สมอลนีถูกใช้เป็นสถานที่แสดงคอนเสิร์ตและจัดงานทั่วไปโดยสำนักชีรอบๆ ถูกใช้เป็นที่ทำการของรัฐบาล
เปิดทำการ 11.00-18.00 น. ปิดทุกวันพฤหัสบดี


 

ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอล

   ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอล (Peter and Paul Fortress) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เป็นจุดกำเนิดของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ใช้ชื่อของนักบุญปีเตอร์และนักบุญปอล 2 สาวกของพระผู้เป็นเจ้า สร้าง?

ไม่มีรายการสินค้าในหมวดหมู่ที่เลือก.