ข้อมูลท่องเที่ยวอินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย เป็นประเทศหมู่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ ประมาณ 17,508 เกาะ ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พื้นที่สำคัญแบ่งเป็น 4 ส่วน คือ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ หมู่เกาะซุนดาน้อย หมู่เกาะโมลุกะ (หมู่เกาะเครื่องเทศ) และอิเรียนจายา (ปาปัวนิกีนีตะวันตก)
เป็นป่าฝนเขตร้อน สภาพอากาศร้อนชื้น มี 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนและฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ระหว่าง 75-95% ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละ 706 มิลลิเมตร
อินโดนีเซียได้ประกาศเอกราชจากการเป็นเมืองภายใต้อาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2488 จึงกำหนดให้วันที่ 17 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันชาติอินโดนีเซีย
อินโดนีเซียมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีดินภูเขาไฟ เหมาะแก่การเพาะปลูก โดยเฉพาะบนเกาะชวามีการปลูกพืชที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ชา กาแฟ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง เครื่องเทศ ส่วนพืชสำคัญที่ปลูกบนเกาะสุมาตราได้แก่ ยางพารา ยาสูบ ชา กาแฟ ปาล์ม มะพร้าว พริกไทย อ้อย ฯลฯ
นอกจากนั้น อินโดนีเซียมีพื้นที่ป่าไม้ร้อยละ 60 ของประเทศและมีทรัพยากรสัตว์น้ำจำนวนมาก อินโดนีเซียยังอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ดีบุก ถ่านหิน บ๊อกไซด์ นิเกิล เหล็ก ฟอสเฟต ทองแดง ฯลฯ


สถานที่ท่องเที่ยว
1. เกาะบาหลี "บาหลี"(Bali) เกาะนี้ตั้งอยู่ใกล้ตอนกลางของหมู่เกาะอินโดนีเซีย บาหลีมีพื้นที่ 5,650 ตร.กม. บาหลีมีประชากรมากกว่า 3 ล้านคน วัฒนธรรมบาหลีของชาวบาหลีเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวบาหลี เพราะที่บาหลีนี้เป็นที่เที่ยวซึ่ง ประเพณี ศาสนาวัฒนธรรม เจริญเหนือวัตถุอื่นๆ และผู้คนบนเกาะบาหลี ยังเชื่อกราบไหว้เทพเจ้า และภูติผีจนปัจจุบัน บาหลีจึงได้ถูกขนานนามว่า บาหลีเป็นดินแดนแห่งเทพเจ้าเที่ยวบาหลี การเยี่ยมชมวัดต้องแต่งชุดสุภาพ (กางเกงขายาว) ไม่เช่นนั้นก็ต้องยืมโสร่งใส่ เพื่อเข้าวัดนั้นๆได้ สปาที่บาหลีเป็นที่ขึ้นชื่อมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และการนวดด้วยนวดน้ำมัน หรือ สมุนไพรกลิ่นหอมต่างๆบาหลีเป็นเกาะเกาะหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความสวยงามด้วยธรรมชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับวัฒนธรรมที่ไม่ เหมือนใคร ซึ่งได้สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานับพันปี มีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก เช่น วัดและวัง ซึ่งมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ชายหาดที่สวยงามและขาวสะอาด รวมทั้งผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และการดำเนินชีวิตของคนบาหลีด้วยวิธีการกสิกรรมแบบดั้งเดิม บาหลีกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั่วโลกรู้จัก เกาะบาหลีที่ห่างไกลแห่งนี้ให้ความรู้สึกถึง ความเป็นเอเชียอย่างมาก บาหลี เป็นเกาะที่สวยงามที่สุดในเอเชียแปซิฟิก การเดินทางก็สะดวกด้วย สายการบินตรงทุกวันจากเมืองต่างๆ ทั่วโลก แล้วเดินทางต่อด้วยรถโค้ชแสนสบาย บาหลีเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่มี อากาศตลอดปีอยู่เพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนเมษายน-ตุลาคม และ ฤดูฝนบาหลีวันนี้ มีสัญญาณที่ดีสำหรับลูกค้า ที่จะกลับไปท่องเที่ยวที่นี่อีก สัญญาณแรกที่เห็นได้ชัดก็คือ นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น เริ่มเดินทางกลับมาเที่ยวบาหลีอีกครั้ง รองลงมาก็คือนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนใหญ่ที่เดินทางมาเที่ยวบาหลีจะเป็นกลุ่มครอบครัว
สำหรับอาหารบาหลี รสชาติอาจจะไม่จัดจ้านเท่าอาหารไทย แต่เครื่องปรุงคล้ายๆ กับอาหารไทยทั้งนั้น ที่สำคัญที่สุด ทุกแห่งจะคงไว้ซึ่งความ งดงามของธรรมชาติ เพื่อให้ได้สัมผัสความงามของบาหลี “สวรรค์บนดิน”ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมงดงามเอื้อ ต่อบรรยากาศการพักผ่อนและงานธุรกิจของคุณพร้อมกันไปด้วย ที่บาหลี


2. ภูเขาไฟคินตามานี เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 2 บนเกาะบาหลี ในอดีตที่ ผ่านมา ภูเขาไฟคินตามานีเคยเกิดการระเบิด ได้พ่นลาวาทำความเสียหายนับพันชีวิต และทรัพย์สินให้แก่ชาวบาหลีไปไม่น้อย ปัจจุบันภูเขาไฟคินตามานี กลับเป็นจุดดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวอย่างมาก ภูเขาไฟคินตามานแห่งนี้ ตามภาษาราชการเรียกว่า Mount Batur มีความสูง 1,171 เมตร อยู่ติดกับทะเลสาป มีชื่อว่าBatur เหมือนกันกับชื่อภูเขาไฟ มีพื้นที่ประมาณ 16.07 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นทะเลสาป ที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะแห่งนี้ คินตามานีเพี้ยนมาจาก ชื่อของหญิงชาวจีนที่ชื่อ คังฉีหมิง ที่แต่งงานกับเจ้าชายบาหลี เพื่อเป็นการระลึกถึงเธอ ชื่อเธอจึงถูกตั้งเป็นชื่อภูเขา ปัจจุบันนี้ยังสามารถมองเห็นเถ้าสีดำที่เหลืออยู่ ซึ่งแสดงถึง ร่องรอยการระเบิด ในอดีตทะเลสาป Batur เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญต่อการเกษตร และแหล่งเลี้ยงปลาน้ำจืด


3. วังสุลต่าน พระราชวังอันสวยสดงดงามของกษัตริย์ องค์แรกจนกระทั่งองค์ปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยสิ่งของล้ำค่า และเครื่องใช้ต่างๆ ของกษัตริย์ ก่อนที่กษัตริย์องค์สุดท้ายจะลี้ภัย และเปลี่ยนการปกครอง อีกทั้งวังเมกะลังและเครื่องบรรณาการต่างๆ ห้องเก็บโบราณวัตถุ สิ่งล้ำค่าสมัยก่อนประวัติต่างๆ ที่มีความเป็นมาน่าศึกษา และมีค่าของอารยะธรรมชวา


4. ภูเขาไฟโบรโม (Gunung Bromo) ภูเขาไฟโบรโมเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับสนิท หนึ่งในภูเขาไฟหลายๆ ลูกของเทือกเขา Tengger ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Bromo-Tengger-Semeru เมืองสุราบายา มีความสูงถึง 2,329 เมตร แต่ก็ยังไม่ใช่จุดที่สูงที่สุดของเทือกเขาแห่งนี้ ภูเขาไฟโบรโมเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว ที่มาดื่มด่ำบรรยากาศ และความงามของภูเขาไฟโบรโม ซึ่งสามารถเข้าไปถึงปากปล่องภูเขาไฟโบรโมได้ง่ายที่สุดกว่าภูเขาไฟลูกใกล้เคียงอื่นๆ เนื่องจากเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับ จึงมีควันครุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ภูเขาไฟโบรโมได้รับสมยานามว่า "ลมหายใจเทพเจ้า" กลุ่มควันจากภูเขาไฟโบรโมที่ล่องลอยจากปล่องด้านบนที่เป็นแอ่ง
กว้างคล้ายหลุม ทำให้ตัวภูเขาไฟโบรโมที่มีสัณฐานป้านเตี้ยดูคลุมเครือ กลายเป็นภาพประกอบด้านหลังให้กับภูเขาไฟบาตอก (Mount Batok) ที่ตั้งอยู่ด้านหน้า รูปทรงของภูเขาไฟบาตอกสมมาตร พูนสูงขึ้น มีรอยจีบย่นรอบ ๆ อันเกิดจากลาวาที่ไหลออกมายามปะทุระเบิด ทำให้แปลกตากว่าภูเขาทั่วไป ภูเขาไฟโบรโมมีสีเขียวอ่อนที่เกิดจากพันธุ์ไม้ที่ขึ้นปกคลุม ทำให้ภูเขาไฟบาตอกดูมีชีวิตชีวา อ่อนเยาว์ ท่ามกลางความหม่นเทาของผืนทรายและกลุ่มควัน ด้านหน้าบริเวณตีนภูเขาไฟโบรโม วัดฮินดูสีเข้มตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว… ขับเน้นให้ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคล้ายดินแดนแห่งเทพเจ้า


5. บุโรพุทโธ (Borobudur) ประวัติบุโรพุทโธถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร บุโรพุทโธเป็นสถูปแบบมหายาน สันนิษฐานว่าบุโรพุทโธสร้างราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-9 หรือ พุทธศักราช 1393 ตั้งอยู่ทางภาคกลางของเกาะชวา บนที่ราบเกฑุ ทางฝั่งขวาใกล้กับแม่น้ำโปรโก ห่างจากยอกยาการ์ตา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ 40 กิโลเมตร บุโรพุทโธสร้างด้วยหินภูเขาไฟประมาณ 2 ล้านตารางฟุตบนฐานสี่เหลี่ยม กว้งด้านละ 121 เมตร สูง 403 ฟุต เป็นรูปทรงแบบปิรามิด มีลานเป็นชั่งลดหลั่นกัน 8 ชั้น และใน 8 ชั้นนั้น 5 ชั้นล่างเป็นลาน 4 เหลี่ยม 3 ชั้นบนเป็นลานวงกลม และบนลานกลมชั้นสูงสุดมีพระสถูปตั้งสูงขึ้นไปอีก 31.5 เมตร เป็นมหาสถูปที่ระเบียงซ้อนกันเป็นชั้นๆลดหลั่นกันไป


6. สุราบายา เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ อยู่บนเกาะชวา ประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญคือ หินชอล์ก ทำให้จังหวัดนี้มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อีกทั้งยังมีหินอ่อน น้ำมัน และเกลือ มีสนามบินนานาชาติคือ Juanda Airport และท่าเรือ Tanjung Perak เมืองสุราบายา เป็นเมืองที่มีความสำคัญสูงสุด ของจังหวัดชวาตะวันออก คู่กับเมือง จาร์กาต้า เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ของเกาะชวา มีเนื้อที่ 331 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 33 เขต 163 แขวง สุราบายาได้ชื่อว่าเมืองแห่งวีระชน เนื่องจากในอดีตชาวสุราบายา ได้ต่อสู้ต่อข้าศึกปกป้องแผ่นดินมาโดยตลอด โดย
เฉพาะอย่างยิ่งการสู้รบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สุราบายาประกอบด้วย คนหลายเชื้อชาติ ทั้งคนพื้นเมือง คนจีน และฝรั่ง ทำให้มีหลากหลายศาสนา ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม โดยมีประชากรอาศัยอยู่ในสุราบายาประมาณ 2.6 ล้านคน และเพิ่มเป็น 3 ล้านคนในช่วงกลางวัน เพราะมีคนจากชนบทและเมืองใกล้เคียงเข้ามาทำธุระในสุราบายา สุราบายา เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอินโดนีเซีย และเป็นท่าเรือที่สำคัญของชวาตะวันออก มีชาวจีนอาศัยอยู่หนึ่งในสี่ส่วน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองมีวัด Hok Teck Hian อายุ 300 ปี ตั้งอยู่ที่ Jalan Dukuh ภายในวัดมีศาลเจ้าเล็กๆ บนชั้นสอง มีพระพุทธรูป,รูปจำลองของลัทธิขงจื้อ และรูปจำลองของศาสนาฮินดูประดิษฐานอยู่


7. ยอกยาการ์ตา (Yogyakarta) อยู่บน เกาะชวา เป็นศูนย์กลางทั้งด้านศิลปะ และวัฒนธรรม นอกจากนั้นยอกยาการ์ตา ยังเป็นที่ตั้งของบุโรพุทโธ (Borobudur) ยอกยาการ์ตา หรือเรียกสั้นๆ ว่า ย็อกยา เป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมชวา ตั้งอยู่บริเวณเชิงภูเขาไฟ Merapi แต่ก่อนย็อกยาการ์ต้าเคยอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิมหารามของชาวชวาในศตวรรษที่ 16 - 17 ที่แห่งนี้มีบ้านเรือนตั้งอยู่อย่างหนาแน่นและมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย ด้วยศิลปะประเพณีอันสวยงามของย็อกยาการ์ต้า จึงเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมเมืองย็อกยาการ์ตาแห่งนี้


8. จาการ์ตา จาการ์ตาเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ มีโบสถ์และอาคารเก่าเป็นจำนวนมากที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมอันยาวนาน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์อีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของอินโดนีเซีย พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จาการ์ตา พิพิธภัณฑ์หุ่นเชิด ฯลฯ


9. อนุสาวรีย์แห่งชาติโมนัส Monas ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของจาการ์ตา อนุสาวรีย์ความสูง 137 เมตรแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลาง Merdeka หรือจัตุรัสแห่งเสรีภาพ คุณสามารถชมทิวทัศน์รอบเมืองได้จากหอสังเกตการณ์ด้านบน บริเวณชั้นใต้ดิน คุณจะได้พบกับประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมายของอินโดนีเซีย


10. วัดพรัมบานัน : Prambanan Temple พรัมบานันเป็นวัดฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินโดนีเซียหรือจะเรียกว่าใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์เลยก็ได้ ตั้งอยู่ที่เมืองพรัมบานันตอนกลางของเกาะชวา และอยู่ไม่ไกลจากยอกยากาตาร์มากนัก วัดถูกสร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 1340 โดยสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ Rakai Pikatan จากราชวงศ์ Mataram ที่ 2 หรืออาจะสร้างในสมัยกษัตริย์ Balitung Maha Samba จากราชวงศ์ Sanjaya ได้รับความเสียหายมากในช่วงปี 2006 เพราะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ที่นี่ จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) จึงได้มีการเริ่มบูรณะวัดขึ้นมา การบูรณะของสิ่งก่อสร้างหลักสิ้นสุดลงเมื่อปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)

 
ไม่มีรายการสินค้าในหมวดหมู่ที่เลือก.