ข้อมูลท่องเที่ยวญี่ปุ่น

ภูมิประเทศ : ญี่ปุ่นมีพื้นที่ 377,835 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของโลก จึงเป็นที่มาของชื่อ “ดินแดนอาทิตย์อุทัย” หมู่เกาะที่ทอดตัวยาวมีลักษณะเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ประกอบด้วย 4 เกาะใหญ่ ได้แก่ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ คิวชู และมีเกาะใหญ่น้อยกว่า 6,800เกาะ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีพื้นที่ราบเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น มีจังหวัดต่างๆ ทั้งหมด 47 จังหวัด (Prefecture) แบ่งเป็นเมืองต่างๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 650 เมือง โดยมีโตเกียวเป็นเมืองหลวงของประเทศมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 0.7 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าประมาณ 2 เท่า


สถานที่ท่องเที่ยว
1. ภูเขาไฟซากุระจิม่า ภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นส่งเสียงและควันพวยพุ่งออกมาอยู่ตลอดแต่ไม่ได้ระเบิด ชาวเมืองก็ยังคงอาศัยอยู่รอบบริเวณเรื่อยมา เมื่อต้นซากุระ 3,000 ต้นผลิดอก ผู้คนจำนวนไม่น้อยจะเดินทางมาเพื่อนั่งชมดอกซากุระที่สวนสาธารณะของภูเขาไฟแห่งนี้


2. ปราสาทคุมาโมโต้ ปราสาทซึ่งสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกที่มีความสวยงามมีอายุกว่า 420 ปี เป็น 1 ใน 3 ปราสาทที่มีรั้วกำแพงหินที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ภายในปราสาทและห้องโถงเป็นที่เก็บสมบัติวัตถุที่มีค่า และรูปภาพปราสาทต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อถึงฤดูชมดอกซากุระจะเปิดให้เข้าชมในเวลากลางคืนและตลอดทั้งวัน


3. สะพานคินไตเคียว สะพานไม้ 5 โค้ง 1 ใน 3 สะพานที่สวยงามที่สุดในญี่ปุ่น สร้างครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2216 แต่พังทลายลงในปีต่อมา จึงได้มีการสร้างขึ้นใหม่และอยู่มายาวนานกว่า 270 ปีจนกระทั่งถึง พ.ศ. 2493 สะพานแห่งนี้ได้พังทลายเพราะถูกพายุไต้ฝุ่นคิจิยะพัดทำลาย ชาวอิวาคุนิเลยพร้อมใจกันสร้างสะพานขึ้นมาใหม่ตามรูปแบบเดิมบริเวณรอบๆ สะพานจะเต็มไปด้วยสีชมพูของดอกซากุระ กิจกรรมสำหรับที่นี่คือการล่องเรือชมสะพานคินไตเคียวและดอกซากุระที่บานสะพรั่ง


4. ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นเองนิยมเรียกในชื่อว่า ปราสาทนกกระสาขาว ซึ่งมีที่มาจากพื้นผิวปราสาทภายนอกซึ่งมีสีขาวสว่าง ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกและสมบัติประจำชาติญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1993 เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งที่หลงเหลืออยู่จากยุคสงครามโลก ถือว่าเป็นปราสาทที่งดงามที่สุดในญี่ปุ่น ในช่วงต้นเดือนเมษายนของทุกปีจะมีการจัดงานชมซากุระ มีการบรรเลงเครื่องดนตรีโกโตะ (จะเข้ญี่ปุ่น) และกลองไทโคะ


5. หมู่บ้านพื้นเมืองชิรากาวาโกะ และได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1995 พบกับ หมู่บ้านสไตล์กัสโซ-สึคุริ เป็นสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมรูปร่างของหลังคาเหมือนกับสองมือพนมของพระพุทธเจ้า จึงเรียกหมู่บ้านสไตล์นี้ว่า “กัสโซ” แปลว่า “พนมมือ” ตามรูปแบบของบ้าน หลังคาที่มีความชัน 60 องศา ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร ความกว้างประมาณ 10 เมตร โครงสร้างของบ้านไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่ยังคงความแข็งแรงสามารถรองรับหิมะที่ตกทับหลังคาอย่างหนักในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี ที่นี่จะได้ชมความงามของ ชิดะเระซะคุระ ที่มีกิ่งย้อยลงด้านล่าง และ โอโอดะซากุระ ซึ่งมีกลีบซ้อนกันถึง 90 กลีบ


6. อนุสรณ์สถานแห่งการทรมานนักบุญทั้ง 26 เป็นอนุสรณ์สถานที่สร้างขึ้นทับบริเวณที่มิชชันนารีชาวสเปน 6 คนและชาวคริสต์ 20 คนถูกตรึงกางเขนเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา ในช่วงที่มีการกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ เมื่อปีค.ศ. 1597 ในสมัยโชกุนโทโยะโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้เสียชีวิตทั้ง 26 คนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ(Saint) โดยสมเด็จพระสันตปาปาเมื่อปีค.ศ.1862 ร้อยปีต่อมา จึงมีการสร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเมื่อศาสนาคริสต์ได้รับการยอมรับจากทางการและ สังคมญี่ปุ่นแล้ว ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานมีภาพแกะสลักของนักบุญทั้ง 26 ท่านอยู่บนกำแพงหินรูปไม้กางเขน


7. โบสถ์อุราคามิ (Urakami Cathedral) ตั้งอยู่ห่างจากสวนสันติภาพไปราว 400 เมตร สร้างเสร็จครั้งแรกในปีค.ศ.1925 เป็นโบสถ์โรมันคาทอลิคที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น แต่ก็มาพังทลายลงหมด เพราะอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดปรมาณูตกลงไม่กี่สิบเมตร หลังที่เห็นในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่เมื่อปีค.ศ.1959 มีรูปสลักหินนักบุญไร้ศรีษะไหม้เกรียมด้วยอานุภาพของระเบิดมหาประลัยตั้งไว้หน้าโบสถ์หลายรูป เป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงความเลวร้ายของสงคราม

 
ไม่มีรายการสินค้าในหมวดหมู่ที่เลือก.